AIIndustrial Tech

Deepfake คืออะไร ผิดกฎหมายไหม สังเกตและป้องกันด้วยวิธีไหนดี

หลายคนคงเคยเห็น Deepfake ที่เป็นคลิปดาราหรือคนดังชวนลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือรีวิวยารักษาสารพัดโรคผ่านโซเชียลมีเดีย บางคนก็ดูออกว่ามันเป็นคลิปของมิจฉาชีพ แต่ก็มีหลายคนที่ดูไม่ออกและเสียรู้ให้โจรจนสูญเงินหลักแสนหลักล้านบาท วันนี้ Thailand-CTF จะพามาเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้กันว่า มันคืออะไร ทำงานอย่างไร มีวิธีสังเกตด้วยตัวเองไหม แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับภัยเงียบนี้อย่างไรบ้าง

Deepfake คืออะไร?

Deepfake (สื่อลวงลึก) คือ การเปลี่ยนใบหน้าและโคลนเสียงของบุคคลในสื่อให้กลายเป็นใบหน้าของผู้อื่นที่ต้องการ โดยใช้ AI และ Deep Learning (การเรียนรู้เชิงลึก) ในการสร้างหรือตัดต่อรูปภาพและวิดีโอ จนดูเหมือนว่าบุคคลนั้นกำลังพูดหรือทำกิจกรรมต่างๆ อยู่จริงๆ ซึ่งการสวมรอยทางดิจิทัลแบบนี้ เองได้กลายมาเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ที่แฮกเกอร์นำมาใช้เพื่อให้เข้าสู่ระบบความปลอดภัยขององค์กรใหญ่ หรือแม้แต่การนำไปใช้ตัดต่อภาพอนาจารเพื่อแบล็กเมล์หรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลนั้นด้วย

Deepfake เปลี่ยนภาพและเสียงได้อย่างไร?

เบื้องหลังความเนียนของ Deepfake ไม่ใช่การตัดต่อวิดีโอแบบเฟรมต่อเฟรมด้วยมือมนุษย์ แต่เป็นการทำงานของ AI ที่เรียกว่า GAN (Generative Adversarial Networks) ซึ่งเปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์สองเครื่องที่แข่งกันเอง เครื่องแรกมีหน้าที่สร้างภาพปลอมให้เนียนที่สุด ส่วนเครื่องที่สองมีหน้าที่จับผิดและตรวจสอบว่าภาพนั้นปลอมตรงไหน AI ทั้งสองระบบจะทำงานแข่งขันกันซ้ำๆ เป็นล้านครั้ง จนได้ภาพหรือวิดีโอที่สมบูรณ์ออกมาชนิดที่ว่าเครื่องจับผิดทั้งสองเครื่องก็แยกไม่ออก

สำหรับการเปลี่ยนใบหน้าและการโคลนเสียง นั้น AI จะทำหน้าที่คำนวณและเก็บพิกัดโครงสร้างอย่างละเอียด เช่น มิติกล้ามเนื้อบนใบหน้า จังหวะกะพริบตา และคลื่นความถี่ของน้ำเสียง จากนั้นระบบจะนำโครงสร้างเหล่านี้ไปครอบทับบนใบหน้าหรือเสียงของนักแสดงต้นแบบ ทำให้ภาพและเสียงที่แสดงออกมาขยับเขยื้อนตามจังหวะของนักแสดงตัวจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งกลไกการเรียนรู้อันซับซ้อนนี้เองที่ทำให้ Deepfake ลอกเลียนสัญญาณอัตลักษณ์บุคคลได้แนบเนียนมากๆ

Deepfake ถูกนำมาใช้ทำอะไรบ้าง?

เทคโนโลยี Deepfake ถูกนำมาใช้ในเชิงสร้างสรรค์และการนำไปใช้ในทางที่ผิดจนกลายเป็นภัยคุกคาม แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็มีประโยชน์ในแง่อื่นด้วยเช่นกัน สำหรับภาพรวมการใช้งานในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก ดังนี้

1. การนำไปใช้ในทางที่ผิดและภัยคุกคาม

นี่คือด้านมืดที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินรวมถึงชื่อเสียงของผู้คนเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น…

  • การหลอกลวงให้โอนเงิน: มิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้ AI โคลนใบหน้าและเสียงเป็นคนรู้จัก ญาติสนิท หรือ CEO ของบริษัท แล้ววิดีโอคอลหรือส่งคลิปเสียงมาหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้ ตามข่าวพบว่าเหยื่อจำนวนมากหลงเชื่อเพราะเห็นทั้งภาพและได้ยินเสียงที่เหมือนตัวจริงมาก
  • การตัดต่อภาพและวิดีโออนาจาร: เป็นการแอบอ้างนำใบหน้าของบุคคลอื่น เช่น ดารา คนดัง หรือแม้แต่คนทั่วไป ไปตัดต่อเข้ากับคลิปอนาจารเพื่อสร้างความอับอาย ทำลายชื่อเสียง หรือใช้แบล็กเมล์เพื่อรีดไถ่เงิน
  • การปั่นกระแสและสร้างข่าวปลอม: การสร้างคลิปปลอมของผู้นำประเทศ นักการเมือง หรือบุคคลสำคัญให้พูดในสิ่งที่เป็นเท็จ เพื่อจุดชนวนความขัดแย้ง ป่วนการเมือง หรือแม้กระทั่งสร้างข่าวลวงในตลาดหุ้นเพื่อปั่นราคาหุ้นที่ต้องการ
  • การโจมตีระบบรักษาความปลอดภัย: แฮกเกอร์ใช้ใบหน้า Deepfake ที่ขยับได้ เช่น สั่งให้อ้าปาก กะพริบตาตามคำสั่งระบบ เพื่อหลอกระบบสแกนตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล หรือ Biometric เพื่อแอบเข้าสู่ระบบธนาคารหรือข้อมูลส่วนบุคคล

2. การนำไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์และธุรกิจ

หากตัดมุมมองเรื่องอาชญากรรมออกไป ในแง่ของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี Deepfake ก็นำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลเช่นกัน ได้แก่

  • อุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิง: Deepfake ถูกใช้ในงานวิชวลเอฟเฟกต์ (VFX) เพื่อทำให้นักแสดงดูเด็กลง หรือใช้ในการคืนชีพนักแสดงที่เสียชีวิตไปแล้วให้กลับมาโลดแล่นบนหน้าจอได้อีกครั้ง
  • การพากย์เสียงและเปลี่ยนภาษา: Deepfake ช่วยแก้ปัญหาการพากย์เสียงที่ปากไม่ตรงกับคำพูด โดย AI จะปรับรูปปากของนักแสดงในภาพยนตร์ให้ขยับตรงตามภาษาที่ถูกพากย์ใหม่ ทำให้การรับชมลื่นไหลขึ้น
  • การศึกษาและการแพทย์: ในแง่การศึกษา สามารถสร้างคลิปจำลองบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ขึ้นมาบรรยายบทเรียนให้นักเรียนฟัง ส่วนในทางการแพทย์ก็นำเทคโนโลยีโคลนเสียงไปใช้สร้างเสียงพูดคืนให้กับผู้ป่วยที่สูญเสียกล่องเสียง
  • การตลาดและ E-Commerce: แบรนด์ต่างๆ สามารถสร้างพรีเซนเตอร์เสมือนจริง (Virtual Influencer) เพื่อรีวิวสินค้า หรือให้นักแสดงคนเดียวอัดคลิปครั้งเดียว แล้วให้ AI เปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมเพื่อโปรโมตไปทั่วโลกโดยไม่ต้องบินไปถ่ายทำใหม่

ปัญหาหลักที่เกิดจาก Deepfake คืออะไร?

แม้ว่า Deepfake จะถูกใช้ในงานเชิงสร้างสรรค์และธุรกิจมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นดาบสองคมที่มิจฉาชีพนำมาใช้ยกระดับกลโกงให้เนียนขึ้น จนสร้างความเสี่ยงต่อทั้งทรัพย์สิน ระบบความปลอดภัย และการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลตามมามากมาย โดยปัญหาหลักที่เราต้องเจอในปัจจุบัน มีดังนี้

  • การโจรกรรมทางการเงินที่แนบเนียนขึ้น: เมื่อมิจฉาชีพเริ่มนำ Deepfake มาใช้ร่วมกับการหลอกลวงแบบเดิม เช่น การวิดีโอคอลสั้นๆ หรือส่งคลิปเสียงสวมรอยเป็นคนสนิทเพื่อขอยืมเงินด่วน ก็อาจทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ทันระวังตัวตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น
  • ความท้าทายใหม่ของระบบตรวจจับคนจริง: แม้ระบบสแกนใบหน้าของธนาคารในปัจจุบันจะยังคงมีความปลอดภัยสูงมาก แต่ Deepfake ก็กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ทำให้ผู้พัฒนาต้องคอยอัปเกรดระบบตรวจจับอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์ใช้โมเดลใบหน้าขยับมาหลอกเข้าสู่ระบบผ่านการยืนยันตัวตน
  • การนำไปใช้เพื่อกลั่นแกล้งและละเมิดสิทธิ์: ปัญหาที่พบได้จริงและสร้างความเสียหายต่อบุคคลคือ การนำภาพใบหน้าของดารา คนดัง หรือแม้แต่คนทั่วไป ไปตัดต่อใส่ในคลิปวิดีโออนาจารหรือสถานการณ์ที่เสื่อมเสีย เพื่อใช้ในการข่มขู่ แบล็กเมล์ หรือดิสเครดิตในโลกออนไลน์
  • การกระจายข้อมูลเท็จและข่าวลวง: Deepfake ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างคลิปปลอมของบุคคลสาธารณะ ผู้นำ หรือนักการเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในสังคม ปั่นกระแสข่าวลือ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศได้เลยทีเดียว

Deepfake ผิดกฎหมายไหม?

Deepfake จะผิดกฎหมายหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้ หากใช้เพื่อความบันเทิงโดยเจ้าตัวยินยอมและไม่สร้างความเสียหาย ก็ถือว่าไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่ถ้ามิจฉาชีพนำไปใช้ดัดแปลงภาพหรือเสียงเพื่อหลอกลวง โอนเงิน หรือทำคลิปอนาจาร จะมีความผิดทันทีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 16 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท รวมถึงผิดกฎหมายฐานฉ้อโกงประชาชนและกฎหมายหมิ่นประมาทด้วย ฐานจงใจทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

มีวิธีสังเกต Deepfake ด้วยตัวเองอย่างไรบ้าง?

แม้ว่า Deepfake ในปัจจุบันจะถูกพัฒนาให้เนียนขึ้นตามขีดความสามารถของ AI แล้ว แต่เนื่องจากการประมวลผลยังมีข้อจำกัดในเรื่องมิติ แสงเงา และความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ประกอบกับระบบ Computer Vision ที่ใช้วิเคราะห์ภาพถ่ายและวิดีโอก็ถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้นด้วยเช่นกัน เราจึงยังจับโป๊ะสื่อลวงลึกเหล่านี้ได้โดยสังเกตจาก 4 จุดสำคัญดังนี้

1. สังเกตดวงตาและการกะพริบตา

  • การกะพริบตาที่ไม่เป็นธรรมชาติ: มนุษย์เราจะกะพริบตาโดยเฉลี่ยทุกๆ 2-10 วินาที แต่คลิป Deepfake มักจะกะพริบตาน้อยเกินไป ถี่เกินไป หรือดวงตาทั้งสองข้างขยับไม่พร้อมกัน
  • สายตาที่ไร้แวว: ให้สังเกตประกายตาหรือเงาสะท้อนในลูกตา ดวงตาของ Deepfake ส่วนใหญ่จะดูแห้งแล้ง ไม่มีการสะท้อนแสง หรือทิศทางของดวงตากับการหันหน้าดูไม่สัมพันธ์กัน

2. ดูบริเวณขอบหน้าและรอยต่อ

  • หน้าลอยหรือขอบเบลอ: เนื่องจาก Deepfake เกิดจากการนำใบหน้าปลอมไปครอบทับบนใบหน้าของนักแสดงต้นแบบ ดังนั้นให้คุณเพ่งไปที่กรอบหน้า ใบหู ไรผม และลำคอ หากเป็นคลิปปลอม มักจะเกิดรอยเบลอ แสงวาบ หรือภาพกระตุกแปลกๆ เวลาที่บุคคลในคลิปหันหน้าเร็วๆ หรือเอามือมาบังใบหน้า
  • รูปทรงของฟันและริมฝีปาก: AI มักจะประมวลผลรายละเอียดเกี่ยวกับปากได้ไม่ดีโดยเฉพาะตอนพูด สังเกตดีๆ จะเห็นว่าฟันดูเบลอๆ ติดกันเป็นแผงเหมือนเคี้ยวหมากฝรั่งตลอดเวลา หรือริมฝีปากขยับไม่ตรงกับเสียงที่ได้ยิน

3. สังเกตแสง เงา และผิวสัมผัส

  • แสงเงาไม่สมจริง: ให้สังเกตว่าแสงที่ตกกระทบบนใบหน้า เช่น เงาใต้จมูก เงาข้างแก้ม ตรงกับทิศทางแสงของสภาพแวดล้อมในวิดีโอไหม ถ้าใบหน้าสว่างจ้าแต่ฉากหลังมืดสลัว ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าเป็น Deepfake
  • ผิวเนียนเกินจริง: จุดโป๊ะที่ปรากฎบนใบหน้าของ Deepfake ที่พบได้บ่อยมักจะเป็นผิวที่ดูเรียบเนียน ไม่มีริ้วรอย ไม่มีรูขุมขน ไม่มีเหงื่อออกเลย จนดูคล้ายกับตัวละครในเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งขัดกับผิวหนังของมนุษย์จริงๆ

4. สังเกตอารมณ์และจังหวะของเสียง

  • น้ำเสียงไร้อารมณ์: แม้จะโคลนน้ำเสียงได้เหมือนตัวจริง แต่ระบบ NLP ของ AI ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถเลียนแบบอารมณ์และบริบทการเน้นเสียงได้เป๊ะๆ เสียงพูดของ Deepfake จะค่อนข้างเรียบ จังหวะการเว้นวรรคหายใจดูติดขัดจนเหมือนคนไม่ได้หายใจเลย ดูไม่เป็นธรรมชาติ
  • สีหน้าไม่ตรงกับอารมณ์: ยกตัวอย่างเช่น ปากกำลังหัวเราะหรือพูดเรื่องตลก แต่ดวงตาและคิ้วกลับนิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อนตามมัดกล้ามเนื้อที่ควรจะเป็น

เคล็ด (ไม่) ลับ: หากสงสัยว่ากำลังวิดีโอคอลกับคนที่คุณสงสัยว่าเป็น Deepfake หรือไม่ ลองขอให้เขาหันข้าง 90 องศา หรือเอามือโบกผ่านหน้าช้าๆ ดู เพราะการทำแบบนี้จะทำให้ AI หลุดพิกัดโครงหน้าและประมวลผลภาพ 3 มิติไม่ทันจนทำให้ภาพเบลอ บิดเบี้ยว หรือค้างกระตุกไปเลย
มีวิธีป้องกัน Deepfake ด้วยวิธีไหนบ้าง?

ในปัจจุบันเราจะแบ่งวิธีป้องกัน Deepfake ออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ วิธีป้องกันสำหรับคนทั่วไป เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และวิธีป้องกันที่เป็นแนวคิดระดับองค์กรที่บริษัทยักษ์ใหญ่เลือกใช้ ดังนี้

1. วิธีป้องกันตัวสำหรับบุคคลทั่วไป

  • ตั้งกฎสายสองเพื่อเช็กชัวร์: หากมีคนรู้จัก วิดีโอคอล หรือส่งคลิปเสียงมาขอยืมเงิน โอนเงิน หรือขอข้อมูลสำคัญ ให้วางสายทันทีแล้วค่อยติดต่อกลับไปหาคนๆ นั้นผ่านช่องทางอื่นที่คุณมีเพื่อยืนยันตัวตนจริง เช่น เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว หรือแอปแชตอื่น 
  • ตั้งรหัสลับที่รู้กันเฉพาะในครอบครัว: สำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือเด็ก แนะนำให้ตั้งคำถามสั้นๆ ที่รู้กันเฉพาะคนในบ้าน หากมีสายวิดีโอคอลลึกลับอ้างว่าเป็นคนในครอบครัวกำลังเดือดร้อน ให้ถามรหัสลับนี้ทันที ถ้าตอบไม่ได้ก็คือโจรแน่นอน
  • ใจเย็น หยุดแชร์ หยุดส่งต่อ: มิจฉาชีพมักใช้ความตื่นตระหนกและเวลาที่จำกัดมาบีบให้เราโอนเงิน หรือแชร์คลิปข่าวลวง การตั้งสติและตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดก่อน เป็นวิธีตัดวงจรที่ง่ายที่สุด
  • ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบระดับผู้ใช้: ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันและ Extension บนเบราว์เซอร์ เช่น Microsoft Video Authenticator หรือเครื่องมือตระกูล InVID ที่เปิดให้คนทั่วไปอัปโหลดไฟล์วิดีโอต้องสงสัย เพื่อให้ระบบ AI สแกนและให้คะแนนความน่าจะเป็นว่า เป็นคลิปปลอมหรือไม่

2. แนวทางรับมือระดับองค์กร

ในที่นี้เราจะขอยกตัวอย่างจาก Microsoft ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI และความปลอดภัยไซเบอร์มาโดยตลอด หากถามว่า Microsoft ใช้แนวทางใดในการรับมือกับ Deepfake นั้น บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ไม่ได้เน้นแค่การวิ่งไล่จับผิดวิดีโอ แต่เลือกใช้แนวทางการพิสูจน์แหล่งที่มาและการล็อกโครงสร้างระบบ ดังนี้

  • มาตรฐานลายน้ำดิจิทัล C2PA: Microsoft ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกผลักดันมาตรฐาน C2PA ซึ่งเป็นการฝังรหัสประวัติและลายน้ำดิจิทัลที่มองไม่เห็นลงไปในไฟล์สื่อตั้งแต่ขั้นตอนการสร้าง เพื่อให้ระบบตรวจสอบทันทีว่าภาพหรือวิดีโอนี้สร้างจาก AI ตัวไหน หรือเป็นของจริงจากกล้องตัวใด
  • ระบบป้องกันแบบเรียลไทม์บน Microsoft Teams: Microsoft ได้ร่วมมือกับผู้พัฒนาความปลอดภัยไซเบอร์อย่าง Pindrop และ Ironscales ในการฝัง AI ตรวจจับเข้าไปในระบบประชุมออนไลน์ โดยระบบจะสแกนพิกเซล แสงเงา และคลื่นความถี่เสียงแบบเรียลไทม์ หากพบว่าผู้ร่วมประชุมคนไหนใช้ Deepfake ระบบจะเด้งเตือนผู้เข้าร่วมคนอื่นและผู้ดูแลระบบทันที
  • การอัปเกรดระบบตรวจจับคนจริงแบบ 3D: องค์กรและธนาคารต่างๆ เริ่มเปลี่ยนผ่านจากระบบสแกนหน้าแบบ 2D ทั่วไป ไปสู่การตรวจจับเชิงลึก เช่น การเช็กมิติความนูนบนใบหน้า แสงสะท้อนในม่านตา หรือแม้กระทั่งการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนัง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้โมเดลหน้าปลอมข้ามผ่านระบบยืนยันตัวตนได้

สุดท้ายนี้ แม้ว่า Deepfake จะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดและสร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่อย่าลืมว่าระบบรักษาความปลอดภัยและตัวช่วยคัดกรองระดับโลกก็ถูกอัปเกรดให้ก้าวล้ำตามไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น อาวุธที่ช่วยป้องกันสื่อลวงลึกได้ดีที่สุดในยุคนี้จึงไม่ใช่เครื่องมือราคาแพงที่ไหน แต่เป็นสติและการตรวจสอบอย่างถูกวิธีของคุณเองที่จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากเหล่ามิจฉาชีพ