AIIndustrial Tech

การยืนยันตัวตน Biometric คืออะไร ปลอดภัยแค่ไหน ตรวจอะไรบ้าง

Biometric เป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวข้ามการใช้รหัสผ่านแบบเดิมๆ ไปสู่การใช้อัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ และกลายมาเป็นด่านหน้าที่ช่วยปกป้องข้อมูลของผู้คนนับล้านในโลกยุคดิจิทัล แล้วคุณสงสัยไหมว่า เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยระบบคอมพิวเตอร์และ AI นี้มองเห็นและแยกแยะความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคนได้อย่างไร? Thailand-CTF จะพามาดูเบื้องหลังการทำงานของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนี้กัน

ทำไม Biometric ถึงเข้ามาแทนที่ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ

ต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิมอย่างการตั้งรหัสผ่านนั้น แม้จะทำงานร่วมกับการติดตั้ง Firewall เพื่อสกัดกั้นการโจมตีจากเครือข่ายภายนอกได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่ตัวผู้ใช้งาน ทั้งการลืมรหัส การตั้งรหัสที่คาดเดาง่ายซ้ำๆ กัน หรือการถูกขโมยรหัสผ่านการทำ Phishing หากแฮกเกอร์ได้รหัสผ่านไป ก็สามารถเข้าสู่ระบบภายในได้อย่างง่ายดาย โดยที่ระบบเครือข่ายเองก็แยกแยะไม่ออกว่าคนที่ล็อกอินเข้ามานั้นเป็นเจ้าของบัญชีจริงๆ หรือไม่

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Biometric เข้ามาแทนที่และอุดช่องโหว่ดังกล่าว โดยการนำระบบคอมพิวเตอร์และ AI มาวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางกายภาพซึ่งเป็นสิ่งที่มีติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดและยากต่อการเลียนแบบ โจรกรรม หรือส่งต่อให้กัน ระบบความปลอดภัยยุคใหม่จึงเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาสิ่งที่เราต้องจำไปสู่สิ่งที่เราเป็น ช่วยให้ผู้ใช้งานป้องกันข้อมูลสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการจดจำรหัสผ่านแบบเดิมอีกต่อไป

Biometric มีประโยชน์อย่างไร?

หากพูดถึงประโยชน์ของ Biometric แล้ว สามารถแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ ที่ครอบคลุมทั้งในมุมมองของผู้ใช้งานทั่วไป ความปลอดภัยในระดับองค์กร และการทำงานของระบบ AI ยุคใหม่ ดังนี้

1. ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด

  • ปลอมแปลงและสวมรอยยาก: เพราะอัตลักษณ์ทางชีวภาพ อย่างม่านตา หรือโครงสร้างใบหน้า มีความจำเพาะเจาะจงสูงมาก ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เหมือนกับการคัดลอกรหัสผ่าน
  • ป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบ Phishing: แฮกเกอร์ไม่สามารถหลอกล่อเพื่อขโมยข้อมูล Biometric ผ่านลิงก์ปลอมได้ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะต้องสแกนจากอวัยวะจริงของผู้ใช้งานเท่านั้น
  • ลดความเสี่ยงจากข้อมูลภายในรั่วไหล: ป้องกันการลักลอบแชร์รหัสผ่านหรือฝากบัตรพนักงานสแกนเข้าทำงานแทนกัน ทำให้ตรวจสอบเส้นทางการเข้าถึงข้อมูลย้อนหลังได้อย่างแม่นยำ

2. มอบความสะดวกสบายและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้

  • หมดปัญหาการลืมรหัสผ่าน: ผู้ใช้งานไม่ต้องมานั่งจำรหัสผ่านที่ซับซ้อนหลายๆ ชุดตามแพลตฟอร์มต่างๆ อีกต่อไป
  • ลดเวลาเข้าใช้งาน: ระบบคอมพิวเตอร์และ AI จะประมวลผลและตรวจสอบใบหน้าหรือลายนิ้วมือได้ภายในไม่กี่วินาที ถือว่าเร็วกว่าการนั่งพิมพ์ข้อความหลายเท่า
  • ลดขั้นตอนการจัดการของฝ่ายไอที: ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ดูแลระบบในการรีเซ็ตรหัสผ่านให้กับผู้ใช้งานที่ลืมรหัสบ่อยๆ

3. ความแม่นยำและการตรวจสอบได้จริง

  • ระบุตัวตนบุคคลได้ถูกต้องตามความเป็นจริง: ระบบสามารถยืนยันได้ว่าผู้ที่ทำธุรกรรมหรือเข้าถึงระบบในเวลานั้นคือเจ้าของตัวจริง ไม่ใช่แค่ใครบางคนที่มีรหัสผ่าน
  • สร้างระบบบันทึกประวัติที่น่าเชื่อถือ: ทุกการเข้าใช้งานจะถูกผูกเข้ากับอัตลักษณ์ของบุคคลนั้นโดยตรง จึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้หากเกิดปัญหา
  • มีระบบตรวจจับคนจริงๆ: เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถแยกแยะได้ว่าผู้ที่สแกนหน้าคือมนุษย์ที่มีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่รูปถ่าย ภาพนิ่ง หรือวิดีโอมาเปิดหลอกหน้ากล้อง

4. รองรับการขยายตัวในอนาคต

  • ลดค่าใช้จ่ายในการยืนยันตัวตน: องค์กรไม่จำเป็นต้องเสียตังค์ซื้อหรือเปลี่ยนบัตรสมาร์ทการ์ด, กุญแจ หรืออุปกรณ์ Token บ่อยๆ เพราะใช้ร่างกายของผู้ใช้งานเป็นเครื่องยืนยันตัวตนแทน
  • ใช้งานได้หลายอุตสาหกรรม: สามารถเชื่อมต่อระบบ Biometrics เข้ากับสมาร์ทโฟน, แอปพลิเคชันธนาคาร, ประตูอาคาร หรือแม้แต่การตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รองรับการพิสูจน์ตัวตนแบบหลายปัจจัย: สามารถนำไปจับคู่ร่วมกับมาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น รหัส OTP, รหัส PIN หรือแอปพลิเคชันยืนยันตัวตน เพื่อสร้างระบบป้องกันที่หนาแน่นขึ้นให้กับข้อมูลที่มีความสำคัญระดับสูง

Biometric กับ Biometric Authentication ต่างกันอย่างไร?

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสองคำนี้เป็นสิ่งเดียวกัน สามารถใช้แทนกันได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองอย่างมีหน้าที่ต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับ Biometric (ไบโอเมตริกซ์) จะหมายถึงข้อมูลอัตลักษณ์ทางกายภาพหรือพฤติกรรมที่เป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะบุคคล เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า หรือม่านตา เปรียบเสมือนเป็นข้อมูลดิบ

ส่วน Biometric Authentication (การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์) คือ กระบวนการหรือระบบที่นำข้อมูลดิบมาใช้ตรวจจับ วิเคราะห์ และเปรียบเทียบเพื่อตรวจสอบว่าผู้ใช้งานคือตัวจริงหรือไม่ สรุปง่ายๆ คือ Biometric คือสิ่งที่เราใช้ในการยืนยัน ส่วน Biometric Authentication คือขั้นตอนการตรวจสอบของระบบคอมพิวเตอร์และ AI นั่นเอง

ระบบ Biometric มีกี่แบบ ตรวจอะไรบ้าง?

1. ลักษณะทางกายภาพ (Physiological Biometrics)

เป็นการใช้ข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่เป็นโครงสร้างทางร่างกายของมนุษย์ ซึ่งแต่ละคนจะมีความจำเพาะเจาะจงที่ไม่ซ้ำกันเลยตั้งแต่เกิดจนโต โดยระบบจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Computer Vision ในการจับภาพ ตรวจสอบ และวิเคราะห์พิกัดบนโครงสร้างอวัยวะอย่างแม่นยำ ถือเป็นระบบ Biometric ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่

  • การสแกนลายนิ้วมือ: การใช้เซนเซอร์ตรวจจับและจำแนกเส้นสายเฉพาะตัวบนปลายนิ้วมือมนุษย์ นิยมนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย เช่น ระบบปลดล็อกหน้าจอสมาร์ทโฟน, เครื่องลงเวลาเข้า-ออกงานของพนักงาน หรือเครื่องสแกนประตูเข้าคอนโด
  • การจดจำใบหน้า: เป็นการใช้อัลกอริทึมของ AI ตรวจวัดระยะห่างและมิติโครงสร้างบนใบหน้า เช่น ระยะห่างระหว่างดวงตา หรือทรงจมูก นิยมใช้กับระบบตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน, การยืนยันตัวตนก่อนเปิดบัญชีธนาคาร หรือระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะตามเมืองหลวง
  • การสแกนม่านตาและรูม่านตา: เป็นการใช้กล้องความละเอียดสูงถ่ายภาพลวดลายเนื้อเยื่อในดวงตา ซึ่งมีความละเอียดและแม่นยำสูงกว่าลายนิ้วมือหลายเท่า นิยมใช้กับสถานที่ที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น ทางเข้าห้องเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลขององค์กร, พื้นที่จำกัดในสถาบันวิจัย หรือเขตทหาร
  • การจำแนกโครงสร้างฝ่ามือและเส้นเลือด: เป็นการใช้แสงอินฟราเรดสะท้อนอ่านรูปแบบการไหลเวียนของเส้นเลือดดำใต้ผิวหนังฝ่ามือ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายในร่างกายและปลอมแปลงไม่ได้เลย นิยมใช้กับตู้ ATM ที่ถอนเงินโดยไม่ต้องใช้บัตร หรือระบบผ่านเข้า-ออกโรงพยาบาลและห้องแล็บ

2. ลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioral Biometrics)

คือการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ประเภท Deep Learning เข้ามาวิเคราะห์และจดจำรูปแบบพฤติกรรม ตลอดจนความเคยชินเฉพาะตัวในการทำสิ่งต่างๆ ของมนุษย์ที่มีความซับซ้อนได้อย่างลึกซึ้ง โดยแบ่งออกได้ดังนี้

  • การจดจำเสียง: เป็นการวิเคราะห์คลื่นความถี่ น้ำเสียง และจังหวะการเปล่งเสียงพูดของแต่ละบุคคล นิยมใช้กับระบบสั่งการด้วยเสียงของสมาร์ทโฮม, ระบบ Call Center ของธนาคารเพื่อยืนยันตัวตนลูกค้าทางโทรศัพท์ หรือระบบสั่งการในรถยนต์อัจฉริยะ
  • จังหวะการพิมพ์: เป็นการให้ AI ตรวจจับความเร็ว น้ำหนักในการกด และระยะเวลาในการปล่อยนิ้วระหว่างตัวอักษรขณะที่ผู้ใช้งานพิมพ์คีย์บอร์ด นิยมใช้กับระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารออนไลน์เพื่อเช็กว่าคนที่กำลังพิมพ์รหัสผ่านใช่เจ้าของบัญชีตัวจริงหรือเป็นแฮกเกอร์แอบสวมรอย
  • ลักษณะการเดิน: เป็นการใช้วิดีโอวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหว ความยาวก้าว และจังหวะการทิ้งน้ำหนักขณะเดินของมนุษย์ นิยมใช้กับระบบรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ เพื่อค้นหาหรือคัดกรองบุคคลต้องสงสัยจากระยะไกลในจุดที่มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน
  • การเซ็นชื่อ: เป็นการใช้ปากกาและแท็บเล็ตพิเศษตรวจจับไม่ใช่แค่รูปร่างลายเซ็น แต่รวมถึงน้ำหนักการกด ความเร็ว และทิศทางการลากเส้นในขณะเซ็นจริง นิยมใช้กับกระบวนการอนุมัติเอกสารทางกฎหมาย, การทำธุรกรรมวงเงินสูงของธนาคาร หรือการเซ็นสัญญาแบบดิจิทัล

แล้วข้อควรระวัง Biometric มีอะไรบ้าง?

แม้ว่า Biometric จะมีความปลอดภัยและสะดวกสบายสูง แต่การพึ่งพาเทคโนโลยีนี้เพียงอย่างเดียวก็อาจสร้างปัญหาได้เช่นกัน สำหรับข้อควรระวังที่องค์กรและผู้ใช้งานควรรู้มี 4 ข้อ ดังนี้

1. ปัญหาความเป็นส่วนตัวและการรั่วไหลของข้อมูล

  • ข้อมูลรั่วไหลแล้วเปลี่ยนใหม่ไม่ได้: หากรหัสผ่านหลุด เรายังสามารถกดเปลี่ยนรหัสใหม่ได้ แต่หากข้อมูลดิบของลายนิ้วมือ ม่านตา หรือโครงสร้างใบหน้าถูกแฮกเกอร์ขโมยไปจากฐานข้อมูล เราไม่สามารถเปลี่ยนอวัยวะหรือสร้างอัตลักษณ์ใหม่เพื่อทดแทนได้เลย
  • ความเสี่ยงจากการถูกดักจับข้อมูลระหว่างทาง: หากระบบไม่มีการเข้ารหัสที่หนาแน่นพอ แฮกเกอร์อาจลักลอบดักจับสัญญานข้อมูลภาพถ่ายใบหน้าหรือลายนิ้วมือในขณะที่ระบบกำลังส่งข้อมูลไปประมวลผลบนคลาวด์ได้

2. ความผิดพลาดในการประมวลผลของเทคโนโลยี

  • การปฏิเสธตัวตนของเจ้าของตัวจริง: ระบบอาจจำกัดสิทธิ์ไม่ให้เจ้าของตัวจริงเข้าใช้งานเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น นิ้วมือเป็นแผล ใบหน้าบวมจากการผ่าตัดฟัน แสงสว่างไม่เพียงพอขณะสแกนหน้า หรือเสียงแหบจากอาการป่วย ที่อาจสร้างความติดขัดต่อระบบ Biometric
  • การอนุญาตให้ผู้สวมรอยเข้าสู่ระบบ: แม้จะเกิดได้ยาก แต่ระบบคอมพิวเตอร์และ AI อาจเกิดความผิดพลาดในการเปรียบเทียบข้อมูล เช่น การมองว่าคนหน้าคล้ายกัน เช่น แฝด เป็นบุคคลเดียวกัน หรือระบบที่ไม่มีฟังก์ชันตรวจจับคนจริง อาจถูกหลอกด้วยภาพถ่ายคุณภาพสูงหรือหน้ากาก 3 มิติ

3. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและข้อจำกัดของผู้ใช้งาน

  • ความเสื่อมถอยตามกาลเวลา: อัตลักษณ์บางอย่างอาจเปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น เช่น ลายนิ้วมือของผิวผู้สูงอายุที่อาจจางลงจนเซนเซอร์อ่านไม่ได้ หรือเสียงที่เปลี่ยนไปตามวัย ส่งผลให้ความแม่นยำของระบบลดลง
  • ข้อจำกัดทางร่างกายเฉพาะบุคคล: ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอัตลักษณ์ทางชีวภาพที่สมบูรณ์ เช่น ผู้พิการทางสายตาจะไม่สามารถสแกนม่านตาได้ หรือผู้ที่ทำงานก่อสร้าง/สารเคมีอาจมีลายนิ้วมือที่สึกกร่อนจนไม่สามารถลงทะเบียนระบบได้

4. ข้อจำกัดทางกฎหมายและต้นทุน

  • การปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA): ข้อมูล Biometric จัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูง องค์กรที่นำมาใช้จะต้องมีมาตรการจัดเก็บและขอความยินยอมที่เข้มงวดมาก หากระบบทำข้อมูลหลุดจะมีความผิดทางกฎหมายและโทษปรับที่รุนแรง
  • ต้นทุนการบำรุงรักษาและฮาร์ดแวร์: การวางระบบ Biometric ที่ปลอดภัยและแม่นยำสูงจำเป็นต้องใช้เครื่องสแกนและกล้องที่มีมาตรฐาน รวมถึงต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ AI อย่างสม่ำเสมอเพื่ออุดช่องโหว่ใหม่ๆ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณที่สูงกว่าระบบรหัสผ่านทั่วไป

แม้ Biometric จะมอบความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่คุณอย่าลืมว่าอัตลักษณ์ทางร่างกายคือรหัสผ่านชุดเดียวในโลกที่ไม่สามารถกดรีเซ็ตหรือเปลี่ยนใหม่ได้ ดังนั้น ทุกครั้งก่อนจะสแกนใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงควรใช้งานอย่างมีสติและเลือกให้ข้อมูลกับแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพราะความสะดวกสบายที่มากเกินไปก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ชิ้นใหญ่ที่ย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ในภายหลัง