Cyber Security

Spyware ทำงานอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างและวิธีป้องกันด้วยตัวเอง

หลายคนอาจเคยเจออาการคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือทำงานช้าลงทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางคนอาจเจอโฆษณาเด้งแทรกขึ้นมาตลอดเวลา แต่บางคนอาจโดนล็อกอินเข้าใช้งานบัญชีโซเชียลมีเดียจากอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก ทั้งที่ไม่ได้ไปกดเข้าเว็บไซต์เสี่ยงหรือโหลดไฟล์แปลก ๆ เลย อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่ามัลแวร์อย่าง Spyware ได้เข้ามาในอุปกรณ์หรือบัญชีโซเชียลของคุณและกำลังแอบส่งข้อมูลส่วนตัวออกไปสู่บุคคลภายนอกโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว และวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับมัลแวร์ประเภทนี้กันให้มากขึ้น เพื่อให้คุณรับมือและป้องกันได้อย่างถูกวิธีครับ

สปายแวร์ (Spyware) คืออะไร

Spyware คือมัลแวร์ประเภทหนึ่งที่ลักลอบติดตั้งลงในระบบปฏิบัติการเพื่อคอยเฝ้าระวังและดักเก็บข้อมูลสำคัญของระบบอย่างผิดกฎหมาย โดยมัลแวร์จะรันกระบวนการทำงานอยู่เบื้องหลังแบบเงียบ ๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ จากนั้นตัวโปรแกรมจะรวบรวมประวัติการใช้งาน บัญชีผู้ใช้ รหัสผ่าน ข้อมูลการทำธุรกรรม ตลอดจนไฟล์ข้อมูลภายในเครื่อง แล้วส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุมภายนอกเรื่อย ๆ นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ของระบบแล้ว ยังเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลลับทางการค้าและอาจถูกโจมตีทางไซเบอร์ในระดับรุนแรงจนระบบหยุดชะงักได้ในอนาคต

หลักการทำงานของโปรแกรมดักจับข้อมูลหรือ สปายแวร์ Spyware คืออะไร?

หลักการทำงานของ Spyware คือการลักลอบแฝงตัวเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ของเป้าหมายโดยที่ผู้ใช้ไม่ยินยอมหรือรู้ตัว ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ฟรี ลิงก์ล่อลวงในอีเมล หรือการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ เมื่อเข้าสู่ระบบสำเร็จ สปายแวร์จะรันตัวเองโดยใช้ทรัพยากรเครื่องให้น้อยที่สุดเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ จากนั้นจะเริ่มภารกิจดักจับข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการกดแป้นพิมพ์ (Keylogging) เพื่อขโมยรหัสผ่าน แอบถ่ายภาพหน้าจอ ดักฟังผ่านกล้องและไมโครโฟน หรือเก็บประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ แล้วค่อยรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ส่งกลับไปให้แฮกเกอร์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อนำไปใช้ข่มขู่ ขายต่อในตลาดมืด หรือใช้แอบอ้างทำธุรกรรมทางการเงินในภายหลัง

Spyware มีกี่แบบ อะไรบ้าง?

1. โปรแกรมดักจับการพิมพ์ (Keylogger)

เป็นโปรแกรมประสงค์ร้ายที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกทุกจังหวะการกดแป้นพิมพ์บนคีย์บอร์ดอย่างลับๆ จัดเป็นสปายแวร์ที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบันที่เข้ามาผ่านช่องทางอีเมลล่อลวง (Phishing) โปรแกรมสายแกะรหัส (Cracks) การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เถื่อน รวมถึงการถูกติดตั้งผ่านช่องโหว่ของเว็บเบราว์เซอร์เมื่อเข้าชมเว็บไซต์เสี่ยงภัย โดยตัวโปรแกรมจะแอบแฝงตัวรันอยู่เบื้องหลังเพื่อดักจับสัญญาณการพิมพ์ แล้วรวบรวมส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ มัลแวร์ประเภทนี้มีเป้าหมายในการดักขโมยข้อมูลสำคัญเชิงลึก เช่น รหัสผ่านเข้าใช้งานระบบ (Password), รหัสผ่านแบบใช้งานครั้งเดียว (OTP), บัญชีธนาคารออนไลน์ ตลอดจนข้อความสนทนาลับ ยกตัวอย่างเช่น สปายแวร์ตระกูล Agent Tesla, Snake Keylogger หรือ Arkei Keylogger

2. โปรแกรมดักจับข้อมูลส่วนตัวและระบบ (InfoStealer / System Monitor)

เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาสำหรับสแกนและลักลอบดึงข้อมูลที่บันทึกอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถืออย่างลับ ๆ โดยเข้ามาผ่านช่องทางอีเมลล่อลวง การกดลิงก์แปลกปลอมในข้อความ SMS หรือการดาวน์โหลดไฟล์แนบจากแหล่งที่ไม่ปลอดภัย โดยตัวโปรแกรมจะแอบรันและเก็บข้อมูลทั้งหมด เช่น ประวัติการเข้าชมเว็บ (Browser History), คุกกี้ (Cookies), ข้อมูลการกรอกฟอร์มอัตโนมัติ รวมถึงไฟล์เอกสารสำคัญ แล้วส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ โดยมีเป้าหมายในการขโมยตัวตนดิจิทัลและข้อมูลความลับทางการค้า ยกตัวอย่างเช่น มัลแวร์ตระกูล RedLine Stealer, Raccoon Stealer หรือ Vidar Stealer

3. โปรแกรมสอดส่องและติดตามตำแหน่ง (Stalkerware / Pegasus)

เป็นโปรแกรมที่พบได้บ่อยในอุปกรณ์สมาร์ตโฟนที่ถูกออกแบบมาเพื่อแอบติดตามพฤติกรรม ความเป็นส่วนตัว และระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ ซึ่งสปายแวร์มักเข้ามาผ่านช่องทางลิงก์ล่อลวงในข้อความ SMS/MMS หรือการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ระดับ Zero-click ของระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยตัวโปรแกรมจะแอบแฝงตัวรันอยู่เบื้องหลังเพื่อดักจับพิกัด GPS บันทึกประวัติการโทร อ่านข้อความแชต และสั่งเปิดกล้องหรือไมโครโฟนเพื่อดักฟังบรรยากาศรอบตัว แล้วส่งข้อมูลทั้งหมดกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ มัลแวร์ประเภทนี้มีเป้าหมายในการจารกรรมข้อมูลระดับบุคคล สำรวจพฤติกรรม และขโมยข้อมูลความลับขององค์กร ยกตัวอย่างเช่น Pegasus, mSpy, FlexiSPY และ Candiru

4. โปรแกรมแอบอ้างสิทธิ์และเปลี่ยนการตั้งค่าเบราว์เซอร์ (Adware / Browser Hijacker)

เป็นโปรแกรมประสงค์ร้ายที่ออกแบบมาเพื่อดักจับพฤติกรรมการท่องเว็บและเข้าแอบแก้ไขการตั้งค่าของเว็บเบราว์เซอร์อย่างลับ ๆ มักเข้ามาผ่านช่องทางโปรแกรมแถมจากการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ฟรี กดรับข้อความแจ้งเตือนป็อปอัปจากเว็บไซต์เสี่ยงภัย หรือลิงก์โฆษณาแฝง โดยตัวโปรแกรมจะดักเก็บข้อมูลประวัติการค้นหา พฤติกรรมการคลิก พร้อมทั้งบังคับเปลี่ยนหน้าแรก (Home Page) หรือระบบค้นหาหลัก (Search Engine) และแสดงโฆษณาขยะเด้งขึ้นมารบกวนตลอดเวลา แล้วส่งข้อมูลการใช้งานกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ มัลแวร์ประเภทนี้มีเป้าหมายในการหลอกลวงให้ผู้ใช้คลิกเข้าสู่เว็บไซต์อันตราย ดักจับพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ และสร้างรายได้จากค่าโฆษณาให้แก่กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ยกตัวอย่างเช่น สปายแวร์ตระกูล Fireball, Crossrider หรือโปรแกรมเปลี่ยนการตั้งค่าอย่าง Ask Toolbar

5. โปรแกรมดักขโมยข้อมูลการทำธุรกรรม (Banking Trojan)

เป็นโปรแกรมที่เน้นดักจับและขโมยข้อมูลทางการเงินโดยเฉพาะ จัดเป็นสปายแวร์ที่มีความอันตรายสูงมากในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักเข้ามาผ่านช่องทางแอปพลิเคชันปลอมนอก Store หลัก ลิงก์ล่อลวงในข้อความ SMS หรืออีเมล Phishing จากสถาบันการเงินปลอม โดยตัวโปรแกรมจะคอยเฝ้าดูเมื่อผู้ใช้เปิดใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารหรือเข้าสู่เว็บไซต์การเงิน แล้วสร้างหน้าต่างปลอมขึ้นมาทับหน้าจอจริง เพื่อดักจับรหัส PIN รหัสผ่าน บัญชีผู้ใช้ และรหัส OTP แล้วส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ เป้าหมายของมัลแวร์ประเภทนี้คือการเข้าถึงระบบบัญชีธนาคารและโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น มัลแวร์ตระกูล Zeus (Zbot), Anatsa (TeaBot) หรือ SharkBot

วิธีสังเกตว่ากำลังโดน Spyware โจมตี

หากแฮกเกอร์ฝังสปายแวร์ลงบนอุปกรณ์ได้สำเร็จ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวเครื่องเท่านั้น แต่จะเริ่มส่งผลต่อบัญชีใช้งานและตัวตนดิจิทัลของคุณทันที โดยมีสัญญาณเตือนที่ต้องรีบตรวจสอบ ดังนี้

  • เครื่องหน่วงผิดปกติ: ระบบคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนประมวลผลช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พัดลมระบายความร้อนทำงานหนัก หรือเครื่องร้อนตลอดเวลา เกิดจากสปายแวร์ดึง CPU และ RAM ไปใช้งาน
  • แบตเตอรี่หมดไวเกินจริง: แบตเตอรี่โทรศัพท์ลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ พร้อมกับปริมาณการใช้งานข้อมูลอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงขึ้น แม้จะไม่ได้เปิดใช้งานแอปไหนเลยก็ตาม
  • โฆษณาป็อปอัปเด้งขึ้นมารบกวนตลอดเวลา: มีหน้าต่างโฆษณาแทรกขึ้นมาบนหน้าจออย่างต่อเนื่อง หรือหน้าแรกและระบบค้นหาหลักของเว็บเบราว์เซอร์ถูกเปลี่ยนไปเป็นเว็บไซต์อื่นโดยไม่ได้ตั้งค่าเอง
  • พบแอปหรือโปรแกรมแปลกปลอม: นี่เป็นสัญญาณเตือนที่สังเกตง่ายที่สุด หากมีโปรแกรม แอปพลิเคชัน หรือส่วนขยายเบราว์เซอร์ (Extensions) ที่ไม่เคยดาวน์โหลดติดตั้งอยู่บนเครื่อง แสดงว่าคุณถูกโจมตีแล้วครับ
  • กล้องหรือไมโครโฟนทำงานเอง: สัญลักษณ์ไฟแจ้งเตือนกล้องหรือไมโครโฟนบนอุปกรณ์สว่างขึ้น ทั้งที่ไม่ได้เปิดใช้งานแอปถ่ายภาพหรือแอปคุยโทรศัพท์เลย

โดน Spyware โจมตีแล้ว ทำอย่างไรดี?

หากคุณสงสัยหรือมั่นใจแล้วว่าอุปกรณ์ของคุณกำลังโดน Spyware โจมตี ให้ตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนเบื้องต้นตามลำดับ ดังนี้ครับ

1. ตัดการเชื่อมต่อเครือข่ายทันที

ให้รีบปิด Wi-Fi, ถอดสาย LAN และเปิด Airplane Mode บนสมาร์ตโฟนทันที เพื่อไม่ให้ Spyware แอบส่งข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือภาพหน้าจอออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์

2. รีบูตเข้า Safe Mode หรือลบแอปแปลกปลอม

  • สำหรับคอมพิวเตอร์: ให้รีสตาร์ตเครื่องเข้า Safe Mode เพื่อป้องกันไม่ให้โปรแกรมแปลกปลอมรันขึ้นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ
  • สำหรับสมาร์ตโฟน: เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) > แอปพลิเคชัน (Apps) แล้วทำการถอนการติดตั้ง (Uninstall) แอปพลิเคชันแปลกปลอมที่ไม่ได้ดาวน์โหลดเอง หรือแอปที่โหลดมาจากนอก Official Store โดยเร็วที่สุด

3. ติดตั้งและสแกนล้างมัลแวร์

เปิดใช้งานโปรแกรม Anti-Malware / Anti-Spyware ที่น่าเชื่อถือ เช่น Malwarebytes, Bitdefender หรือ Kaspersky เพื่อลบโปรแกรมแปลกปลอมไฟล์ทั้งหมดออกไป จากนั้นให้เปิดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง

4. ใช้อุปกรณ์อื่นเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีทั้งหมด

ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเครื่องอื่นเปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีที่สำคัญทั้งหมด ทั้งอีเมลหลัก บัญชีธนาคาร โซเชียลมีเดีย และบริการคลาวด์ พร้อมทั้งกดยกเลิกเซสชันการเข้าสู่ระบบเดิม (Sign out of all sessions)

5. เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน

ตั้งค่าการยืนยันตัวตนสองปัจจัย (Two-Factor Authentication) ในบัญชีสำคัญทุกบัญชี หากเป็นไปได้ ให้เลือกใช้แอปพลิเคชันยืนยันตัวตน เช่น Google Authenticator หรือ Microsoft Authenticator แทนการรับ SMS OTP

    โปรแกรม Anti Spyware เบื้องต้น มีตัวไหนน่าสนใจบ้าง?

    ถึงแม้จะมี Spyware ตัวใหม่ออกมาเรื่อย ๆ แต่ในปัจจุบันก็มีผู้พัฒนาโปรแกรม Anti Spyware หลายราย ให้คุณเลือกซื้อหรือสมัครสมาชิกรายเดือนได้ตามช่องทางต่าง ๆ ตามความสะดวกด้วยเช่นกัน สำหรับโปรแกรม Anti Spyware เบื้องต้นที่เราจะมาแนะนำมีจุดเด่นและความเหมาะสมในการใช้งานดังนี้

    โปรแกรม Anti Spywareจุดเด่นและลักษณะการทำงานเหมาะกับใคร
    Malwarebytesเด่นด้านการสแกนและกำจัด Spyware / Malware ที่ฝังลึกในเครื่อง ไม่กินทรัพยากรเครื่อง มีเวอร์ชันฟรีสำหรับสแกนล้างเครื่องผู้ที่ต้องการเครื่องมือสแกนเฉพาะทาง หรือต้องการล้างเครื่องเมื่อสงสัยว่าติดมัลแวร์
    Bitdefender Antivirus Plusมีระบบตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ มีความแม่นยำสูง พร้อมระบบป้องกันการสอดส่องผ่านกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนองค์กรหรือผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการความคุ้มค่าและระบบความปลอดภัยรอบด้าน
    Kaspersky Standardเด่นเรื่องเทคโนโลยีตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูง ป้องกัน Keylogger และการขโมยข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผู้ที่ทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์เป็นประจำและต้องการระบบป้องกันภัยเงียบที่รัดกุมที่สุด
    Avast Free Antivirusมีเวอร์ชันฟรีที่มีฟังก์ชันป้องกันมัลแวร์และ Spyware พื้นฐานครบครัน มีระบบตรวจเช็กความปลอดภัยของระบบเครือข่าย Wi-Fiผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการโปรแกรมป้องกันพื้นฐานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
    Norton 360ฟีเจอร์ครบวงจร มีทั้ง Anti-Spyware, ระบบเตือนการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล (Dark Web Monitoring) และ Secure VPN ในตัวผู้ใช้ที่ต้องการโซลูชันความปลอดภัยแบบ All-in-one สำหรับหลายอุปกรณ์

    แม้เทคโนโลยีสปายแวร์จะถูกพัฒนาให้ซับซ้อนและหลบเลี่ยงการตรวจจับได้เก่งกว่าแต่ก่อน แต่จุดเริ่มต้นของการโจมตีส่วนใหญ่ยังเกิดจากความผิดพลาดหรือความประมาทเพียงชั่วครู่ของผู้ใช้งานอยู่ดี สุดท้ายนี้ เราขอแนะนำให้หมั่นตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงของแอปพลิเคชันอยู่เสมอ และควรตั้งสติสักนิดนึงก่อนคลิกหรือดาวน์โหลดโปรแกรมไหนก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของ Spyware ที่อาจสร้างความเสียหายตามมามหาศาลจนคุณอาจล้มทั้งยืน