Fortigate คืออะไร ต่างจาก Fortinet อย่างไร เหมาะกับองค์กรใด
ถ้าพูดถึง Firewall ยอดนิยมที่หลาย ๆ บริษัทใช้กัน หนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้น Fortigate แน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นไฟร์วอลล์ที่ครอบคลุมการรักษาความปลอดภัยด้านต่าง ๆ ในระบบแล้ว ยังเป็น Next-Generation Firewall ที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศอีกด้วย แต่สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จักไฟร์วอลล์ตัวนี้มาก่อนหรือกำลังลังเลว่าจะนำมาใช้ดีไหม บทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกันอย่างละเอียดครับ
Fortigate คืออะไร
Fortigate คือ ระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายประเภท Next-Generation Firewall (NGFW) จากบริษัท ไฟร์วอลล์ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าที่คอยตรวจจับ ป้องกัน และกรองมัลแวร์ ไวรัส รวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์ก่อนที่จะเข้าถึงระบบภายในขององค์กร จุดเด่นของไฟร์วอลล์ตัวนี้อยู่ที่หน่วยประมวลผลพิเศษ SPU (Security Processing Unit) ที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการตรวจสอบข้อมูล รวบรวมฟีเจอร์ความปลอดภัย เช่น IPS, Antivirus, Web Filtering และ VPN โดยไม่กระทบต่อความเร็วของระบบเครือข่าย ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Fortigate กับ Fortinet ต่างกันอย่างไร?
สำหรับสายเทคอย่างเรา พอเจอคำถามนี้เข้ากันก็คงรู้คำตอบกันดีอยู่แล้ว แต่เชื่อไหมครับว่า ยังมีอีกหลายคนที่สับสนระหว่างสองสิ่งนี้พอสมควร ถึงขั้นที่เอาไปถามกันเยอะมากจนติดอันดับต้น ๆ ในคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ Fortigate ดังนั้น ถ้าจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ Fortinet ก็คือชื่อบริษัทผู้พัฒนาองค์ความรู้และโซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ส่วน Fortigate คือชื่อสินค้าเรือธงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของบริษัท Fortinet เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือน Apple ที่เป็นชื่อบริษัท และ iPhone ที่เป็นชื่อผลิตภัณฑ์นั่นเอง
Fortigate ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยในองค์กรอย่างไร?
FortiGate ไม่ได้เป็นแค่ไฟร์วอลล์ป้องกันการบุกรุกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีฟังก์ชันและเทคโนโลยีเฉพาะตัวที่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยขององค์กรยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
- ประมวลผลด้วยชิปประมวลผลเฉพาะทาง (ASIC – SPUs): Fortigate ขับเคลื่อนด้วยชิป SPU (Security Processing Units) ที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มความเร็ว สเกลการรองรับ และลดภาระการทำงานของ CPU หลัก ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ
- โดดเด่นด้วย Security Compute Rating: Fortigate มีประสิทธิภาพด้านการป้องกันภัยคุกคาม (Threat Protection), ปริมาณข้อมูลไฟร์วอลล์ (Throughput), การเชื่อมต่อ VPN และการตรวจสอบการเข้ารหัส SSL ที่เหนือกว่าไฟร์วอลล์ทั่วไปในระดับราคาเดียวกันหลายเท่าตัว
- รวมการประมวลผลเครือข่ายและความปลอดภัยเข้าด้วยกัน: ผ่านชิป SP5 (Security Processor 5) ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ลดพื้นที่ติดตั้ง แต่ยังคงมอบผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงสุด เหมาะกับโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่อย่างเช่น 5G, Branch และ Campus
- รองรับปริมาณการเชื่อมต่อมหาศาลและ Latency ต่ำพิเศษ: ด้วยชิป NP7 (Network Processor 7) ที่ช่วยเร่งความเร็วการส่งผ่านข้อมูล รองรับการเชื่อมต่อพร้อมกันได้หลายสิบล้านรายการต่อวินาที พร้อมค่า Latency ต่ำระดับ Microsecond เหมาะสำหรับธุรกิจ E-commerce และระบบการเงิน
- ตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามเชิงลึกแบบเรียลไทม์: ด้วยชิป CP9 (Content Processor 9) ที่ช่วยตรวจจับไวรัส, IPS และแยกแยะแอปพลิเคชันโดยไม่กระทบต่อความเร็วของระบบ ช่วยขจัดจุดอับสายตาของทราฟฟิกที่แอบเข้ารหัสได้อย่างตรงจุด
- ครอบคลุมทุกจุดเชื่อมต่อขององค์กร: ปรับใช้ได้ตั้งแต่องค์กรระดับ SME, สาขาที่ใช้ SD-WAN ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale Data Center ช่วยให้องค์กรจัดการความปลอดภัยได้ในแพลตฟอร์มเดียว
อะไรที่ทำให้ Fortigate โดดเด่นกว่าไฟร์วอลล์ทั่วไป
ความเหนือชั้นของ Fortigate ไม่ได้มาจากตัวซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขับคลื่นเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ด้วยชิปประมวลผลเฉพาะทาง (ASIC) ทั้ง 3 ตระกูล ที่เป็นขุมพลังหลักในการป้องกันระบบ ได้แก่
- Network Processor (NP7): ทำงานแบบ In-line บนชั้น Network Layer เป็นตัวเร่งความเร็วการรับส่งข้อมูลโดยตรง ช่วยให้ฟังก์ชัน Stateful Firewall และการเชื่อมต่อ VPN ทำงานว่องไว ไร้คอขวด รองรับทราฟฟิกมหาศาลได้เสถียร
- Content Processor (CP9): เป็น Co-Processor ที่คอยแบ่งเบาภาระงานหนักจาก CPU หลัก โดยเน้นไปที่การสแกนไวรัส, ระบบป้องกันการบุกรุก (IPS) และตรวจสอบเนื้อหาข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การตรวจจับรัดกุมแต่ก็ไม่ได้รบกวนการทำงานของระบบให้ช้าลงด้วย
- Security Processor (SP5): เป็นชิปรุ่นใหม่ล่าสุดที่รวมการประมวลผลเครือข่ายและเนื้อหาเข้าไว้ด้วยกันในชิปเดียว ช่วยเพิ่มความเร็วในการระบุแอปพลิเคชันและการจัดเส้นทางเครือข่าย พร้อมทั้งประหยัดพลังงานและลดพื้นที่ติดตั้ง
ตารางเปรียบเทียบสเปกและประสิทธิภาพของชิปประมวลผล SPU
เพื่อให้คุณเห็นภาพว่าชิปประมวลผลเฉพาะทาง (ASIC) แต่ละตระกูลของ FortiGate ทำหน้าที่อะไรบ้าง และให้ผลตอบแทนคุ้มค่าไหมเมื่อเทียบกับไฟร์วอลล์ทั่วไปในระดับราคาเดียวกัน เราได้สรุปจุดเด่นและตัวเลขประสิทธิภาพหลักของแต่ละชิปไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้วครับ
| ชิปประมวลผล (ASIC) | จุดเด่นและแนวคิดการออกแบบ | สเปก | ประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐาน |
| SP5 (Security Processor 5) | Engineered for Efficiency รวมการประมวลผล Network และ Content ไว้ในชิปเดียว เน้นความคุ้มค่า และประหยัดพลังงาน | • Firewall: 34 Gbps • IPsec VPN: 30 Gbps • Threat Protection: 4.3 Gbps • SSL Inspection: 3.3 Gbps | • Firewall: สูงกว่า 8x • Threat Protection: สูงกว่า 9x • SSL Inspection: สูงกว่า 6x • IPsec VPN: สูงกว่า 4x |
| NP7 (Network Processor 7) | Engineered for Hyperscale ทำงานในระดับ Network Layer เร่งความเร็วการส่งผ่านข้อมูล รองรับปริมาณทราฟฟิกมหาศาล และ Latency ต่ำระดับ Microsecond | • Firewall: 198 Gbps • IPsec VPN: 55 Gbps • Threat Protection: 15 Gbps • SSL Inspection: 17 Gbps | • Firewall: สูงกว่า 9x • IPsec VPN: สูงกว่า 7x • Concurrent Sessions: 12M (สูงกว่า 4x) • Sessions/Sec: 750k (สูงกว่า 4x) |
| CP9 (Content Processor 9) | Engineered for Protection ทำหน้าที่เป็น Co-Processor ช่วยแบ่งเบาภาระ CPU หลัก เน้นการตรวจจับมัลแวร์, IPS และแยกแยะแอปพลิเคชันเชิงลึก | • ประมวลผลภาระงานหนักแทน CPU หลัก • เร่งการตรวจจับ Pattern Matching และตรวจสอบทราฟฟิกแบบเรียลไทม์ | • ช่วยจัดการจุดอับสายตาจากการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส (SSL Inspection) • ตรวจจับและจัดการมัลแวร์อัตโนมัติโดยไม่กระทบความเร็วของระบบ |
Fortigate ราคาเท่าไหร่?
สำหรับราคาของ FortiGate จะขึ้นอยู่กับรูปแบบการสั่งซื้อครับ มีให้เลือกทั้งแบบตัวเครื่องเปล่า (Hardware อย่างเดียว) หรือแพ็กเกจรวมสัญญาบริการความปลอดภัย (License เช่น FortiCare และ FortiGuard UTP แบบ 1 ปี หรือ 3 ปี) โดยตัวอย่างราคาประเมินเบื้องต้นในไทยมีประมาณนี้ครับ
- Fortigate 30e ราคา: ประมาณ 10,000 – 18,000 บาท (รุ่นเริ่มต้นขนาดเล็ก เลิกผลิตแล้ว แนะนำพิจารณาตระกูล F แทน)
- Fortigate 40f ราคา: ประมาณ 20,000 – 35,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ License UTP/Enterprise)
- Fortigate 60e ราคา: ประมาณ 25,000 – 40,000 บาท (รุ่นยอดนิยมเจนก่อนหน้า เหมาะสำหรับสาขาหรือธุรกิจ SME)
- Fortigate 60f ราคา: ประมาณ 35,000 – 50,000 บาท (รุ่นยอดฮิตสำหรับ SME ขนาดกลาง ประสิทธิภาพคุ้มค่า)
- Fortigate 80f ราคา: ประมาณ 55,000 – 85,000 บาท (รองรับการเชื่อมต่อที่หนาแน่นขึ้น มีพอร์ตเชื่อมต่อหลากหลาย)
- Fortigate 100f ราคา: ประมาณ 140,000 – 220,000 บาท (รุ่นยอดนิยมสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ พอร์ต 10GE)
- Fortigate 120g ราคา: ประมาณ 170,000 – 250,000 บาท (ขุมพลังชิป SP5 รุ่นใหม่ล่าสุด มอบ Throughput และประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานสูง)
- Fortigate 200f ราคา: ประมาณ 280,000 – 420,000 บาท (ระดับ Enterprise สำหรับสำนักงานใหญ่ หรือ Data Center)
- Fortigate 200g ราคา: ประมาณ 350,000 – 500,000 บาทขึ้นไป (ประสิทธิภาพสูงรองรับปริมาณทราฟฟิกมหาศาลและ Latency ต่ำ)
หมายเหตุ: ราคาดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินคร่าว ๆ จากราคาตลาดกลาง ราคาจริงอาจแตกต่างกันไปตามโปรโมชันของตัวแทนจำหน่าย สัญญาบริการ MA และอัตราแลกเปลี่ยน ณ ช่วงเวลานั้น
วิธีเลือก Fortigate ให้เข้ากับองค์กรของคุณ
1. ดูที่ Threat Protection Throughput
หลายคนมักมองที่ตัวเลขของ Firewall Throughput บน Datasheet ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดในการส่งผ่านข้อมูลแบบพื้นฐาน แต่สำหรับการใช้งานจริงขององค์กรแล้ว คุณจำเป็นจะต้องเปิดฟีเจอร์ความปลอดภัยเต็มรูปแบบ เช่น IPS, Antivirus, Web Filtering และ SSL Inspection ด้วย ทั้งนี้ เราขอแนะนำให้ยึดค่า Threat Protection Throughput เป็นหลักเสมอ เพราะเป็นตัวเลขประสิทธิภาพจริงตอยเปิดใช้งานฟีเจอร์ความปลอดภัยทั้งหมดพร้อมกัน
2. คำนวณจำนวนผู้ใช้งานและอุปกรณ์
หลายคนพลาดตรงที่นับจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียวจนประเมินสเปกต่ำไป อย่าลืมนะครับว่าพนักงาน 1 คน มีอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายมากกว่า 1 เครื่อง บางคนอาจมีคอมพิวเตอรร์แค่เครื่องเดียว แต่บางคนอาจมีทั้งคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต และเครื่องพิมพ์ก็ได้เช่นกัน
ดังนั้น หากเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือเป็นสาขาย่อย (ประมาณ 1-30 คน) จะเหมาะกับรุ่น FortiGate 40F หรือ FortiGate 30G/50G ส่วนองค์กรขนาดกลางหรือสำนักงานทั่วไป จุไม่เกิน 100 คน จะเหมาะกับรุ่น FortiGate 60F, 70G หรือ 80F, 90G แต่หากเป็นองค์กรระดับ Enterprise / สำนักงานใหญ่ มีตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะเหมาะกับรุ่น FortiGate 100F, 120G หรือ 200F/200G ขึ้นไป
3. ประเมินความเร็วอินเทอร์เน็ต
อุปกรณ์ของ FortiGate จะต้องรองรับ Bandwidth ของอินเทอร์เน็ตที่องค์กรเช่าใช้อยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากองค์กรใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 1 Gbps ขึ้นไป แล้วดันไปเลือกรุ่นเล็กเกินไปอาจกลายเป็นคอขวดที่ทำให้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่เต็มความเร็วที่จ่ายไป
4. วางแผนเผื่อการเติบโตในอนาคต
สำหรับผู้บริหารที่มองการณ์ไกล มีแผนว่าจะขยับขยายองค์กรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประมาณ 3-5 ปี ควรเลือกสเปกไฟร์วอลล์เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-30% เพื่อรองรับแผนการขยายทีม เพิ่มสาขา หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เช่น เชื่อมต่อ IPsec VPN สำหรับทำงานระยะไกล
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าองค์กรของคุณจะเล็กหรือใหญ่ การเลือก Fortigate ที่ถูกสเปกจะช่วยปกป้องข้อมูลและสินทรัพย์ของบริษัทได้อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ แนะนำให้ลองศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ZTNA (Zero Trust Network Access) และ FortiSASE เพราะสองตัวนี้ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยขยายขีดความสามารถของ Fortigate ให้รองรับการทำงานจากภายนอกและการเชื่อมต่อระดับคลาวด์ได้แบบครบวงจร เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในองค์กรปลอดภัย ข้อมูลไม่รั่วไหลไปข้างนอก
